"เฮ้ย ต่อ... พี่พร้อมจะขายงานแล้ว มาดูที่หน้าจอได้เลยน้อง" พูดเสร็จผมก็วางหูโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว
เจ้าน้อง AE หนุ่มไฟแรงผิวคล้ำเร่งรีบเดินเร็วมาหาผมที่โต๊ะ สายตาจับจ้องชิ้นงานที่โชว์ตัวบนหน้าจอคอมฯ ผมค่อยๆ ไล่เรียงพูดที่มาที่ไปของไอเดียงานแต่ละชิ้น เพื่อเจ้าน้องหนุ่มจะได้รับเอาคำพูดของผมไปพูดขายลูกค้าได้ครบถ้วนและถูกต้อง
ผมพูดเสร็จ เจ้าน้องก็คอมเมนท์งานชิ้นหนึ่ง
"จริงๆ ผมชอบพื้นหลังสีแดงนะพี่ มันกระแทกลูกกะตาดี แถมสียังเข้าคู่กับสีของสินค้าด้วย แต่ไม่รู้จะดีไหม กลัวว่าคนดูเค้าอาจจะคิดว่า...."
"เฮ้ย คิดมากไปปล่าววะ นี่ไม่ใช่สีเสื้อนะเว้ย" ผมพูด แต่ในใจก็อดคิดถึงความรู้สึกของคนดูอย่างที่น้องมันพูดมาไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อวานนี้ ผมได้ฟังข่าวว่าตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อผ้าหลายแห่งบอกว่า ไม่กล้าเอาเสื้อสีเหลืองกับสีแดงมาขาย เพราะกลัวว่าคนจะไม่ซื้อ เช่นเดียวกัน ชาวไทยหลายต่อหลายคนคิดหนักเวลาจะเลือกสีเสื้อทั้งสองสีมาสวมใส่บนร่างกาย
แน่นอน ไม่ใช่เพราะมันไม่เข้ากับหน้าตา สีผิว หรือบุคลิกภาพของเค้า และไม่ใช่เพราะความสดเข้มของสีมันดูกล้าแกร่งเกินกว่าหัวใจสีอ่อนๆ ของเค้าจะทนรับไหว แต่ทุกคนกลัวว่าตัวเองจะโดนกาหัวและซ้ำร้ายอาจถูกตีหัว เพราะโดนเหมารวมว่าตัวเองเป็นคนของเสื้อสีนั้น นั่นแปลว่าเค้าชื่นชอบเหตุผล หลักการ และอุดมการณ์ของผู้นำเสื้อสีนั้น
ทั้งๆ ที่ตัวเค้าเองไม่ได้ต้องการจะเลือกสีไหน ไม่ได้ต้องการจะสังกัดความคิดของฝ่ายใด
ผมเชื่อว่ายังมีคนไทยอีกมากมายที่เข้าใจว่าไม่ควรใส่(ร้ายป้าย)สีเพื่อแบ่งแยกความคิด เพราะมันไม่มีประโยชน์ ไร้สาระ และไม่สร้างสรรรค์ที่เราจะมานั่งคิดว่า คิดแบบนี้อยู่สีนี้ อยู่สีนี้ชอบคนนี้ แทนที่จะเอาเวลามาคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลว่าอะไรคือความคิดที่ดีและไม่ดี
และถึงแม้ว่าความคิดดีๆ ที่เราเลือกนั้นมันจะไปมีส่วนผสมของสีใดเข้า เราก็ไม่จำเป็นต้องหยิบเสื้อสีนั้นมาสวม เพราะการเลือกความคิดกับเลือกสีเสื้อมันคนละเรื่องกัน
ความคิดของใครก็ตามที่ดีงามและถูกต้องต่างหากที่เราต้องคุ้มกันและสนับสนุนให้มันแพร่หลายกระจายออกไปให้กว้างขวางที่สุด
ส่วนความคิดของใครก็ตามที่เลวทรามต่ำช้า เห็นแก่ตัวจนหน้ามืดตามัวทำร้ายทำลายความสงบสุขของคนในชาติ เราก็ต้องประณามคัดค้านต่อต้านให้ถึงที่สุดเช่นกัน
ในความเห็นผม ปัญหาการแบ่งแยกแบ่งสีของคนไทยในตอนนี้ มันสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย แล้วเรานิยมใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล นั่นทำให้เรามอบความรักและให้ความศรัทธาในตัวบุคคลมากจนตาสองข้างมืดบอด
จุดบอดทางความคิดก็เลยเกิดขึ้น
เดี๋ยวนี้ใครคิดเห็นทางการเมืองไม่เหมือนเรา ไม่ชื่นชอบผู้นำหรือนักการเมืองคนเดียวกับเรา เราเหมือนจะอยู่ร่วมสูดอากาศบนโลกใบเดียวกันไม่ได้ บางคนก็ไปพูดจาให้คนอื่นหันมาคิดเหมือนเรา ซึ่งจริงๆ ผมว่ามันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดนะ ถ้าสิ่งที่เค้าคิดมันเกิดจากความไม่รู้ พอไม่รู้ก็ไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจก็เลยหลงผิด
แต่กับบางคนทั้งๆ ที่รู้ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ก็ยังคิดเข้าข้างในสิ่งที่ผิด อันนี้ผมก็เข้าใจได้ว่าต่างคนต่างมีพื้นเพชีวิตที่แตกต่างกัน สภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู การดำเนินชีวิตทำให้เราต่างคนต่างยึดถือคุณค่าและให้น้ำหนักมากน้อยในแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน เช่นนี้แล้ว ก็อย่าไปพูดอะไรให้กระทบกระทั่งกันจะดีกว่า
ผมว่าข้อดีของความคิดคือ มันอิสระ มันแตกต่างกันได้ แล้วความแตกต่างนี้แหละที่ทำให้เราเปิดใจมองเห็นความหลากหลายของคนที่อาศัยอยู่ในสังคม ช่วงเวลานี้ ผมหวังเหลือเกินให้เราเปิดใจกันให้มากๆ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจกันมากขึ้น
สีสันแห่งความสุขในบ้านเราจะได้กลับมาอีกครั้ง



ถ้าจะแก้ ต้องไปแก้กันตั้งแต่ที่ระบบการศึกษาโน่นนนนนนนเลย ซึ่งกว่าจะเห็นผลก็อย่างต่ำ 20 ปี
คิดในแง่ดี มันอาจจะเกิดขึ้นก่อนเราหมดอายุขัยกันก็ได้เนอะ
กลางวันเลยไปซื้อเสื้อมาเปลี่ยนใส่กลับบ้าน กลัวทีนประชาชน - -""
ไม่ใส่สีอะไร
เดินโทงๆ
ฮ่าๆ
(เผอิญอากาศมันร้อนอ่ะค่ะ)
งานยุ่งติดๆ กันมาหลายเดือนแล้วครับ ว่างเมื่อไหร่คงได้กลับมาเขียนไดอีกครั้ง